สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

คำต่อคำ: ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ปฏิวัติระบบตลาดเงิน-ทุนรับมือ AEC พร้อมจี้แบงก์พาณิชย์เร่งปรับตัวรับมือ

จาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เตรียมปฏิวัติระบบตลาดเงิน-ตลาดทุนรับมือ AEC วางแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว ปี 2012-2014 ผ่อนคลายกฎเหล็กเพิ่มทางเลือกใหม่การลงทุนในตลาดทุนอาเซียน ประเดิมกลางปี 2012 เปิดให้ซื้อขาย currency futures ในตลาด TFEX พร้อมรุกเปิดเสรีภาคการธนาคารให้นายทุนไทย-เทศเสนอตั้งธนาคารพาณิชย์รูปแบบ ใหม่ถอดด้าม"ธนาคารแบบจำกัดขอบเขตธุรกิจ หรือ Restricted License Bank และ"ธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ"ภายในปี 2014 รับเปิดเสรีภาคการธนาคารปี 2020 จึ้สถาบันการเงินไทยเร่งปรับตัวรับมือ AEC ผนึกกำลังในกลุ่มอาเซียน ยกระดับแข่งกับตลาดเงิน-ตลาดทุนสำคัญของโลก

ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Financial Market Infrastructure: Competitiveness to AEC 2015” ในหัวข้อเรื่อง “Financial Market Integration: A World of Opportunity, is Thailand Ready? ซึ่งจัดโดย National ITMX ว่า การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community หรือ AEC นั้นได้เห็นความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีขึ้น แต่เป้าหมายของ AEC 2015 จะให้ภาพของการเป็นประชาคมที่ชัดเจน โดยที่ตลาดต่างๆ รวมกันเป็นหนึ่งเดียว มีความเสรี และมีขนาดใหญ่ระดับโลกวิสัยทัศน์นี้จึงเป็นโอกาสและความท้าทายที่สำคัญใน ระบบการเงินของไทย ทางธปท.เห็นว่า ทางภาคสถาบันการเงินควรจะเร่งปรับตัวเตรียมความพร้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขณะเดียวกันทางธปท.เองจะเร่งวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาของระบบสถาบันการเงิน ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านระบบการชำระเงิน ธปท.จะเริ่มพัฒนาการให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ในแผนปี 2012-2016  2.การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายจะมีการผ่อนคลายวงเงินการลงทุนหลักทรัพย์ใน ต่างประเทศ เพิ่มประเภทผู้ลงทุน และขยายขอบเขตหลักทรัพย์ เปิดโอกาสให้คนไทยลงทุนหรือให้กู้แก่กิจการที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศได้โดย เสรี และจะผ่อนคลายหลักเกณฑ์เพิ่มทางเลือกในการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงด้าน อัตราแลกเปลี่ยน

เปิดให้ซื้อขาย currency futures ในตลาด TFEX ภายในกลางปีหน้า จะช่วยพัฒนาตลาดอนุพันธ์ในประเทศและภาคธุรกิจขนาดเล็กจะมีเครื่องมือบริหาร ทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ และช่วยลดต้นทุนทางการเงิน

3.การเปิดเสรีภาคการธนาคาร ระยะที่ 2ในช่วงปี 2012-2013 อาจให้มีการเพิ่มผู้ให้บริการรายใหม่ อาจมีรูปแบบธนาคารพาณิชย์จำกัดขอบเขตธุรกิจ หรือ Restricted License Bank เช่น Microfinance, Investment bank, Trust bank หรือ Custodian bank และ Islamic bank เป็นต้น และในปี 2014 อาจให้มีผู้ให้บริการรายใหม่ที่เป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบได้ หากประเมินว่า ยังมีช่องว่างในการให้บริการ ซึ่งผู้ให้บริการรายใหม่นี้อาจเป็นได้ทั้งไทยหรือต่างชาติ หรือร่วมทุน เข้ามาเสริมในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งไทยหรือต่างชาติ หรือร่วมทุน นอกจากนี้ ในระดับอาเซียนได้มีการตั้งเป้าหมายให้เกิดการรวมตัวของภาคการธนาคาร ดังนั้น อาเซียนจึงกำหนดว่า ภาคการธนาคารจะมีการเปิดเสรีอย่างช้าภายในปี 2020 

4.การพัฒนาตลาดทุน ในปีหน้าจะเปิดเสรีให้ทำธุรกิจหลักทรัพย์ได้เต็มรูปแบบ ซึ่งนักลงทุนจะมีทางเลือกมากขึ้นและมีค่าธรรมเนียมลดลง ขณะเดียวกันบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ต้องปรับตัว เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้นโดยการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ หรือหาพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศ

"วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมไป มากแล้ว ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมที่จะแข่งไม่เพียงแต่ในประเทศของตน แต่มีกลยุทธ์ที่จะไปแข่งในตลาดใหม่ๆ ของประเทศเพื่อนบ้านด้วย หลายประเทศได้เร่งพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน เพื่อใช้ประโยชน์จาก AEC อย่างเต็มที่  ผมคิดว่าขณะนี้ เป็นเวลาที่เราไม่ควรนิ่งเฉย แต่เราต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนให้มีความพร้อมที่จะคว้า โอกาสจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน พร้อมแข่งขันทางธุรกิจกับคู่แข่งจากประเทศอื่นในอาเซียน ทั้งในประเทศและการแข่งขันข้ามพรมแดน ผมเห็นว่า AEC จะเป็นโอกาสต่อประชาชนต่อธุรกิจการเงิน และต่อส่วนรวมของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาธนาคารของไทยแทบไม่ได้มีการศึกษาในการบุกตลาดต่าง

ประเทศมากนัก จึงอยากเห็นธนาคารพาณิชย์ไทยกำหนดกลยุทธ์ หรือเริ่มคิดว่าจะไปสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่ใช่มองแค่ในประเทศเท่านั้น"นายประสารกล่าวนาย

ประสารกล่าวและว่า

สำหรับหัวข้อ Financial Market Infrastructure: Competitiveness to AEC 2015 นายประสารได้กล่าวใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.โอกาสทางธุรกิจจาก AEC การรวมตัวเป็น AEC เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของทุกประเทศในอาเซียนจากการขยายตลาดสินค้าและ บริการต่างๆ ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวกันที่มีประชากรเกือบ 600 ล้านคน การเป็นตลาดเดียวของอาเซียนจะสมบูรณ์ได้เมื่อมีการเปิดเสรีด้านอื่นๆ ไปพร้อมกัน ได้แก่ การค้าบริการ

ซึ่งรวมภาคการเงิน การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานฝีมือ ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการเชื่อมโยงโครงสร้าง พื้นฐานทางการเงิน

เช่น ระบบการชำระเงิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการรวมตัว ดังนั้น ประโยชน์และโอกาสจากการรวมตัวกัน คือ การขยายตลาดและโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างกัน ทำให้ธุรกิจของอาเซียนแข็งแกร่งขึ้น และทำให้อาเซียนเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน นำมาซึ่งการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจจริง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียน

โอกาสทางธุรกิจจากการรวมตัวเป็น AEC ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดภายในอาเซียนเท่านั้น ด้วยขนาดของตลาดอาเซียนที่ใหญ่และสำคัญขึ้น ปัจจัยการผลิตและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่จูงใจไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ และความโปร่งใสในการทำธุรกิจ จะดึงดูดให้เกิดการรวมตัวการค้าการลงทุนกับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่เรียกว่า ASEAN+3 และการรวมตัวกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย ที่เรียกว่า ASEAN+6 กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ขึ้นที่มีประชากรในหลักพันล้านคน

ซึ่งประเทศเหล่านี้มีจุดเด่น คือ มีเสถียรภาพจากการปฏิรูประบบการเงิน และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการเปิดเสรี มีกำลังซื้อมหาศาลจากจำนวนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น และมีฐานะทางการเงินมั่นคงด้วยเงินสำรองระหว่างประเทศที่มีจำนวนสูงถึง 4.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น โอกาสทางธุรกิจจากการรวมตลาดอาเซียนเป็นตลาดเอเชียยิ่งทวีคูณ เช่น ปริมาณการค้าระหว่างประเทศของตลาดอาเซียน จากเดิมอยู่ที่ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อรวมกับ

การค้าในตลาดเอเชียจะขยายเป็น 4 เท่า

ส่วนโอกาสในการลงทุนทางการเงินย่อมจะสูง เพราะ AEC มีการออมที่สูงถึงร้อยละ 30 ของ GDP ซึ่งจะเป็นฐานรองรับการลงทุนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค หรือด้านการขยายฐานตลาดการเงิน โดยที่ผ่านมาอาเซียนได้เล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจดังกล่าวและได้ประสานความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศเอเชียเหล่านี้ ทั้งการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA และความร่วมมือด้านการเงิน เช่น Chiang MaiInitiative Multilateralization หรือ CMIM และการพัฒนาตลาดทุนในเอเชีย หรือ Asian Bond MarketInitiative หรือ ABMI ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบทบาทและความน่าเชื่อของเอเชียในเวทีเศรษฐกิจโลกให้มีมาก ขึ้นด้วย

2.ภาคการเงินและระบบการชำระเงินกับการรวมตัวเป็น AEC ภาคการเงินก็มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงในการขยายตลาดและ ฐานการผลิต เพื่อให้เกิดการค้าการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น ทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขัน และประชาชนในภูมิภาคมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยความร่วมมือด้านการเงินของประเทศสมาชิกอาเซียนมี 4 เรื่องที่สำคัญ คือ

(1) ความร่วมมือด้านระบบการชำระเงิน ระบบการชำระเงินที่เชื่อมโยงกันในภูมิภาคอาเซียนที่มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือสะดวกในการใช้สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ และไม่แพง เป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญของภาคการเงินที่จะส่งเสริมการรวมตัวเป็น AEC เนื่องจากระบบการชำระเงินเปรียบได้กับถนนสายหลักทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจของประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งในด้านการทำธุรกรรมการค้าและลงทุนระหว่างประเทศ การโอนเงินข้ามพรมแดน รวมถึงการชำระและส่งมอบหลักทรัพย์ทางการเงิน

ด้วยเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับธนาคารกลางอินโดนีเซียเป็นประธานร่วมของคณะทำ งานด้านระบบการชำระเงิน ซึ่งมีกลยุทธ์ในการพัฒนาระบบการชำระเงินของอาเซียน เริ่มต้นจากการส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกมีมาตรฐานด้านระบบการชำระเงินที่เป็น สากลร่วมกัน โดยแต่ละประเทศเตรียมความพร้อมของระบบการชำระเงินของตน ให้สามารถเชื่อมต่อระบบการชำระเงินระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนได้โดยสะดวก มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศด้านต่างๆ เช่น การชำระเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ การโอนเงินของกลุ่มแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ การชำระเงินรายย่อย การชำระเงินสำหรับธุรกรรมตลาดทุน สอดคล้องกับการเปิดเสรีภาคการเงินในแผนงานสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน
หรือ AEC Blueprint และในระยะต่อไปจะสานต่อการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างอาเซียนกับภายนอกภูมิภาค

(2) การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้าย ด้วยการลดอุปสรรคจากกฎระเบียบและขั้นตอนในการอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายเงิน ทุนเพื่อรองรับการลงทุนจัดตั้งธุรกิจ และการลงทุนทางการเงินข้ามพรมแดน ขณะเดียวกันอาเซียนให้ความสำคัญต่อการดูแลเสถียรภาพการเงิน หากเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ดังนั้น การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายของอาเซียนจึงหมายถึง การเปิดเสรีตามความพร้อมของแต่ละประเทศ ที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกของการเคลื่อนย้ายเงินทุน และความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ควบคู่ไปกับการมีระบบบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี

(3) การเปิดเสรีภาคการธนาคาร จะช่วยให้มีผู้ให้บริการที่แข่งกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ของ ธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะโจทย์ของธุรกิจข้ามพรมแดน ด้วยการแข่งขันกันให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ผ่านเครือข่ายถนนสายหลักทางการเงินที่ไม่มีอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายเงินทุน เป็นการขยายโอกาสให้สถาบันการเงินไทยในการให้บริการแก่ธุรกิจและแรงงานไทยใน อาเซียน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสสำหรับผู้บริโภค และธุรกิจในประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยการเข้ามามีบทบาทที่มากขึ้นของสถาบันการเงินของอาเซียนในไทย และกระตุ้นให้สถาบันการเงินไทยปรับตัวต่อการแข่งขันในการให้บริการทางการ เงินที่ตอบสนองความต้องการ และคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ การเปิดเสรีภาคการธนาคารเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการรวมตัว เป็นAEC เนื่องจากบทบาทของภาคการธนาคารในการเป็นแกนหลักของระบบการเงินในภูมิภาค ทั้งในด้านเป็นผู้ให้บริการหลักในระบบการชำระเงิน เป็นตัวกลางในการระดมเงินออมและจัดสรรเงินลงทุนของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการเป็นผู้ขายบริการด้านการบริหารความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ธนาคารกลางของอาเซียนจึงได้เร่งดำเนินการจัดทำแผนเปิดเสรีภาคการธนาคารให้ ชัดเจนขึ้น โดยคำนึงถึงความพร้อมและสอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของแต่ละ ประเทศ

(4) การพัฒนาตลาดทุน จะเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมที่ทำให้ระบบการเงินของอาเซียนมีความ สมดุลและลดความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตทางการเงิน โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียวในการระดมเงินออม และจัดสรรเงินลงทุน ขณะเดียวกัน การพัฒนาตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียนยังเป็นการเพิ่มแหล่งระดม ทุนสำหรับภาคธุรกิจ และเป็นทางเลือกใหม่ในการออมและลงทุนในตลาดทุนของประเทศสมาชิกอาเซียน นอกเหนือจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยตลาดทุนของแต่ละประเทศในอาเซียนมีขนาดค่อนข้างเล็ก ไม่สามารถแข่งขันกับตลาดทุนสำคัญของโลก ดังนั้น อาเซียนจึงสนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงตลาดทุนอาเซียนเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับความสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียนให้เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนก็สามารถเข้ามาลงทุนหรือ

ระดมทุนได้สะดวกรวดเร็วจากการมีมาตรฐานและกฎระเบียบที่สอดคล้องกัน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา ASEAN products ที่มีความลึกและหลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงการรวมกลุ่มหลักทรัพย์ bluechip ของตลาดหลักทรัพย์แต่ละแห่งในอาเซียน ที่เรียกว่า ASEAN Stars ให้ที่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนทั่วโลก

"เรื่องนี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อการกำหนดบทบาทของอาเซียนในเวทีโลกใน 3ประการ ประการแรก ตลาดอาเซียนจะมีความสำคัญในสายตาของนักลงทุนโลก ทำให้หลักทรัพย์ของอาเซียนถูกจัดเอาไว้ในกรอบการลงทุนของผู้ลงทุนที่สำคัญ ประการที่สอง จะช่วยให้เสียงของอาเซียนมีความสำคัญมากขึ้นในการกำหนดกฎเกณฑ์สากลที่นำมา กำกับดูแลสถาบันการเงิน ทำให้เรามีโอกาสที่จะผลักดันให้เกณฑ์เหล่านั้นมีความสอดคล้อง และเอื้อต่อเศรษฐกิจของเรา และประการที่สาม การพึ่งพิงตลาดทุนในประเทศพัฒนาแล้วจะน้อยลง สมดุลขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีทางเลือก เมื่อประเทศเหล่านี้ยังมีปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงิน

3.การเตรียมพร้อมของภาคการเงินไทย ในแต่ละด้าน

(1) ความร่วมมือด้านระบบการชำระเงิน ระบบการชำระเงินของไทยมีพัฒนาการไปมาก ในปัจจุบันมีบริการที่สามารถรองรับการชำระเงินในธุรกรรมการค้า การลงทุน และชำระเงินรายย่อยได้ดีพอควร ในด้านการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินกับต่างประเทศ สามารถดำเนินการผ่านระบบ Correspondent banking และมีการเชื่อมโยงกับระบบ ATM ASEANPay ซึ่ง National ITMX ได้ดำเนินการเชื่อมโยงระบบ ATM ของประเทศไทยกับมาเลเซียแล้ว ทำให้ผู้ถือบัตร ATM ของสองประเทศสามารถถอนเงินสดที่เครื่อง ATM ของอีกประเทศหนึ่งได้ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ไม่ต้องถือเงินสดจำนวนมากในการเดินทาง ในระยะต่อไปจะขยายการเชื่อมโยงระบบ ATM ให้ครอบคลุมประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วย จึงนับได้ว่าระบบการชำระเงินของ

ไทยมีบริการที่พร้อมระดับหนึ่งในการที่จะรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอาเซียนที่มีแนวโน้มขยายตัวและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

"การที่จะพัฒนาระบบการชำระเงินของไทยให้เกิดความเชื่อมโยง และรองรับกิจกรรมการค้าการลงทุนกับประเทศอาเซียนอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยที่ยังคงนิยมใช้เงินสดในการชำระเงิน ในขณะที่ประเทศอื่นได้หันไปใช้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ระบบการชำระเงินที่ใช้เงินสดมีต้นทุนสูงจากการผลิตและการจัดการธนบัตร อีกทั้งยังทำให้เกิดความไม่สะดวก และยุ่งยากในการชำระเงินระหว่างประเทศ ด้วยตระหนักถึงจุดอ่อนในเรื่องการชำระเงินรายย่อยของประเทศนี้ แบงก์ชาติจึงมีนโยบายที่จะพัฒนาการให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ของประเทศให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เข้าถึงได้ง่าย ในต้นทุนที่เหมาะสม และมีความมั่นใจในความปลอดภัย ซึ่งจะทำให้มีการใช้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์กันอย่าง

แพร่หลายจนสามารถทดแทนการใช้เงินสดได้ในที่สุด"นายประสารกล่าวและว่า 

เรื่องนี้ทางธปท.จะดำเนินการผ่านแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงินปี 2012-2016 ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปโดยจะทำควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบ และโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการชำระเงินต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกลางที่จะใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเชื่อมโยงกันรองรับ AEC ในอนาคตด้วย

(2) การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศของไทยมีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยปัจจุบันไม่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนนำเข้า ขณะที่ด้านเงินทุนไหลออก ได้ทยอยผ่อนคลายหลักเกณฑ์ การโอนเงินออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยมีทางเลือกใน การลงทุนมากขึ้น พร้อมๆ กับการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจไทยสามารถลงทุนโดยตรงหรือให้กู้ยืมแก่บริษัทลูกในต่างประเทศได้โดย เสรี และมีการเพิ่มวงเงินให้นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนในหลักทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ

ในระยะต่อไป จะมีแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีขั้นตอนการเปิดเสรีที่ชัดเจน เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศสำหรับการรวมตัวเป็น AEC เช่น การลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศ จะมีการผ่อนคลายวงเงิน เพิ่มประเภทผู้ลงทุน และขยายขอบเขตหลักทรัพย์ ส่วนการลงทุนโดยตรง จะเปิดโอกาสให้คนไทยลงทุนหรือให้กู้แกกิ่จการที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศได้ โดยเสรี และในส่วนของการบริหารความเสี่ยง จะผ่อนคลายหลักเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น เช่น การเพิ่มทางเลือกแก่ภาคธุรกิจในการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลก เปลี่ยน โดยเปิดให้ซื้อขาย currency futures ในตลาด TFEX ภายในกลางปีหน้า ซึ่งจะช่วยพัฒนาตลาดอนุพันธ์ในประเทศและภาคธุรกิจขนาดเล็กจะมีเครื่องมือ บริหารทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนทางการเงิน

(3) การเปิดเสรีภาคการธนาคาร ของไทยได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทย ระยะที่ 2 ในระหว่างปี 2010-2014 ที่มุ่งกระตุ้นความพร้อมของสถาบันการเงินไทยให้มีความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มขึ้น โดยลดต้นทุนของระบบสถาบันการเงินจากกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน อาทิ กฎหมาย เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ ขณะเดียวกันกระตุ้นให้ สถาบันการเงินมีการแข่งขันและส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินที่เพิ่ม ขึ้น

โดยที่ผ่านมาระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีความแข็งแกร่งขึ้น โดยมีความมั่นคงแม้ในภาวะวิกฤติการเงินโลก มี NPL ลดลงต่อเนื่องมีเงินกองทุนที่มั่นคง และมีการขยายบริการให้หลากหลายขึ้น ซึ่งธปท.ไดำเนินการตามแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่องโดยในส่วนของการส่งเสริมการแข่งขัน ได้อนุญาตให้สาขาธนาคารต่างประเทศเปิดสาขาเพิ่มได้อีก 2 สาขา และในช่วงปีนี้ จะอนุญาตให้ธนาคารต่างประเทศที่มีสาขาในไทยอยู่แล้ว ขอยกระดับเป็น Subsidiary ที่มีสาขาได้ไม่เกิน 20 แห่ง และ ATM นอกสถานที่ได้ไม่เกิน 20 แห่งตามที่ได้ประกาศไว้ในแผนพัฒนาฯ

ระยะที่ 2 ในช่วงปี 2012-2013 อาจให้มีการเพิ่มผู้ให้บริการรายใหม่ หากธปท.ประเมินว่า ยังมีช่องว่างในการให้บริการ โดยผู้ให้บริการรายใหม่อาจมีรูปแบบธนาคารพาณิชย์จำกัดขอบเขตธุรกิจ หรือ Restricted License Bank เช่น Microfinance, Investment bank, Trust bank หรือ Custodian bank และ Islamic bank เป็นต้น และในปี 2014 อาจให้มีผู้ให้บริการรายใหม่ที่เป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบได้ หากประเมินว่า ยังมีช่องว่างในการให้บริการ ซึ่งผู้ให้บริการรายใหม่นี้อาจเป็นได้ทั้งไทยหรือต่างชาติ หรือร่วมทุน เพื่อนำความรู้ความชำนาญที่จำเป็น ซึ่งยังไม่เพียงพอในประเทศเข้ามาเสริมในระบบสถาบันการเงิน โดยหากเป็นต่างชาติ

จเน้นรายที่สามารถสร้างประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่าง ประเทศของไทย โดยเฉพาะที่สอดคล้องกับทิศทางแนวโน้มการเปิดเสรีในภูมิภาคควบคู่กับแผน พัฒนาฯ ระยะที่ 2 ซึ่งเทำในส่วนของไทย ในระดับอาเซียนได้มีการตั้งเป้าหมายให้เกิดการรวมตัวของภาคการธนาคาร

ทั้งนี้ ในภาคการธนาคาร เช่นเดียวกับภาคบริการอื่นๆ มีเป้าหมายให้เปิดเสรี (free trade in services) แต่โดยที่สมาชิกอาเซียน เห็นร่วมกันว่า ภาคบริการทางการเงินมีความอ่อนไหว และต้องสร้างความพร้อมเพื่อให้เกิดประโยชน์จากการเพิ่มการแข่งขัน แต่ก็ต้องดูแลความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเงินควบคู่กันด้วย โดยหากขาดความสอดคล้องแล้ว ก็อาจมีความเสี่ยงดังเช่นที่เห็นจากประสบการณ์ของการรวมกลุ่มเศรษฐกิจหลาย แห่ง

ดังนั้น อาเซียนจึงกำหนดว่า ภาคการธนาคารจะมีการเปิดเสรีอย่างช้าภายในปี 2020 โดยวิสัยทัศน์ที่เป็นเป้าหมายคือ จะมีธนาคารจำนวนหนึ่งที่เรียกว่า Qualified ASEAN Bank หรือ QAB ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจในทุกประเทศในอาเซียน ในชั้นนี้ อาเซียนกำลังหารือกันเพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานของธนาคาร QAB และมาตรการการกำกับดูแล เพื่อให้เป็นธนาคารที่มีความมั่นคง ตลอดจนทางการสามารถดูแลเสถียรภาพระบบการเงินร่วมกันได้ในภาวะที่ QAB ทำธุรกิจข้ามพรมแดน และมีความสำคัญกับความความมั่นคงทางการเงินของประเทศต่างๆ หลายประเทศ โดยแนวทางดังกล่าวในชั้นนี้ คาดว่าจะมีข้อสรุปภายในสิ้นปีหน้า ก่อนที่จะทยอยเปิดเสรีอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป

ดังนั้น ในการเตรียมตัวของธนาคารไทยนั้น นอกจากความท้าทายปกติที่ จะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน การแข่งขันในเชิงคุณภาพของบริการ ตลอดจนความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และการบริหารความเสี่ยงแล้ว ยังต้องเพิ่มมิติของกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการแข่งขันภายใต้โจทย์ AEC ที่สำคัญคือ

จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจและความชำนาญเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านในอา เซียน ซึ่งธปท.ได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนลูกค้าของธนาคารพาณิชย์มาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อดูว่า ธปท.จะมีบทบาทใดในการส่งเสริมกลยุทธ์ของธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เสริมต่อกับกลยุทธ์ของภาคธุรกิจที่เป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ร่วมทางกันไปสู่อาเซียน และธปท.พร้อมที่จะเสริมความร่วมมือยิ่งขึ้นไปในปีหน้า ซึ่งเป็นปีสำคัญที่จะมีผลโดยตรงต่อภาคการธนาคารตามแผนงานของ AEC

(4) การพัฒนาตลาดทุน ประเทศไทยได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อรองรับการรวมตัวเป็น AECโดยในปีหน้าจะเปิดเสรีให้ทำธุรกิจหลักทรัพย์ได้เต็มรูปแบบ ซึ่งนักลงทุนจะมีทางเลือกมากขึ้นและมีค่าธรรมเนียมลดลง ขณะเดียวกันบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ต้องปรับตัว เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้นโดยการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ หรือหาพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งการดำเนินการตามแผนพัฒนาตลาดทุนที่ผ่านมา ทำให้บริษัทที่จัดทำดัชนีชั้นนำของโลกอย่าง FTSE ได้ยกระดับตลาดทุนไทยจาก Secondary Emerging Market เป็น Advanced Emerging Market ซึ่งจะนำไปใช้ในการคำนวณ FTSE Global Equity Index Series ในเดือนมีนาคมปีหน้า เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนทั่วโลกต่อตลาดทุนไทย ว่าอยู่ในระดับชั้นนำของประเทศเกิดใหม่ เทียบเท่าประเทศมาเลเซีย บราซิล และไต้หวัน และคาดว่าจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทย

มากขึ้นด้วย

"ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ได้บอกกล่าวในวันนี้ จะช่วยจุดประกายให้เกิดความตระหนักถึงโอกาสของการรวมตัวเป็น AEC และกระตุ้นให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกฝ่ายในการดำเนินกลยุทธ์ เกี่ยวกับระบบการเงินและการชำระเงินให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์สูงสุดจาก AEC และพร้อมรับกับการแข่งขันทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ความท้าทายของการรวมตัวเป็น AEC จะเป็นอีกบททดสอบหนึ่งที่สำคัญที่ผมเชื่อมั่นว่า ผู้อยู่ในแวดวงการเงินจะสามารถร่วมกันสร้างถนนสายหลักทางการเงินของประเทศ ด้วยระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน ธุรกิจ และประเทศ จากการรวมตัวเป็น AEC"นายประสารกล่าวทิ้งท้าย


สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.,สำนักงานสอบบัญชี พีแอนด์อี
ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,จดทะเบียนธุรกิจ,วางระบบบัญชี

Tags : คำต่อคำ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ปฏิวัติระบบตลาดเงิน ทุนรับมือ AEC แบงก์พาณิชย์ เร่งปรับตัว รับมือ

view